betflix999 ที่สุดแห่งคาสิโนออนไลน์ รวมสล็อต คาสิโนออนไลน์ BETFLIX​

ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ ถึงแก่อนิจกรรมหลังติดโควิด-19

ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ ภรรยาของ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงแก่อนิจกรรมแล้ววันนี้ (14 สิงหาคม 2564 ) ด้วยวัย 101 ปี อ่านต่อกับ betflik68

โดย น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ ซึ่งเป็นหลานย่าของท่านผู้หญิงบุญเรือน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าท่านผู้หญิงติดเชื้อโควิด-19 และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อเวลา 01.38 น.

“คุณย่าได้จากไปแล้วจากการติดเชื้อโควิด-19 เมื่อเช้าเวลา 01.38 น. ไปด้วยอายุ 101 ปี ขอบพระคุณสำหรับทุกอย่างในชีวิตของแก้ว และที่ทำคุณูปการให้แก่ประเทศเรา” น.ส.ธิษะณาระบุ

“ท่านเป็นสตรีหมายเลข 1 ที่พูดได้ถึง 7 ภาษา และเป็นผู้ช่วยของคุณปู่สมัยเป็นนักการทูต (คุณปู่จะพูดภาษาต่างชาติได้น้อยกว่าคุณย่า) ทำให้คุณปู่เวลาไปเจรจากับทูตประเทศอื่น ๆ รัฐมนตรีต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีต่างประเทศ สมัยคุณปู่เป็นทูตและเป็นรัฐมนตรีการต่างประเทศ มาจนถึงเป็นนายกรัฐมนตรี ประสบความสำเร็จในการต่างประเทศมาก จนกระทำการ ‘เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า’ ในช่วงสงครามเย็นได้สำเร็จ เพราะมีสตรีหมายเลข 1 คนนี้คอยอยู่เคียงข้างตราบจนวันสุดท้าย”

โดย น.ส. ธิษะณา หรือ “แก้วตา” ซึ่งเป็นธิดาของนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ บุตรชายของท่านผู้หญิงบุญเรือนและ พล.อ.ชาติชายรำลึกถึงผู้เป็นย่าไว้อีกว่า “คุณย่าร้องเพลงเก่ง และมีพรสวรรค์ในการร้องเพลงโอเปร่า ตอนเด็ก ๆ จะร้องให้แก้วฟังเป็นประจำ โดยเฉพาะเพลง ‘ดอกแก้ว’ ของคุณสุเทพ วงศ์กำแหง”

โดย การถึงแก่อนิจกรรมของ ท่านผู้หญิงบุญเรือน เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัวชุณหะวัณในเวลาเพียงปีกว่า ๆ หลังจากที่นายไกรศักดิ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา นักวิชาการและนักต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2563

ผู้ใกล้ชิดราชสกุลมหิดล

โดย ท่านผู้หญิงบุญเรือน นามสกุลเดิม “โสพจน์” เกิดเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2463 เป็นบุตรคนที่ 3 จากทั้งหมด 4 คนของนายแช่ม โสพจน์ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องทางพระชนนีของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

สมเด็จสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงเขียนถึงท่านผู้หญิงบุญเรือนไว้ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พล.อ.ชาติชาย เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2541 ไว้ว่า

“ข้าพเจ้ารู้จัก พล.อ. ชาติชายก็เพราะท่านผู้หญิงบุญเรือนเป็นญาติของข้าพเจ้า เมื่อเด็ก ๆ คุ้นเคยกัน นายแช่ม โสพจน์ บิดาของท่านผู้หญิงบุญเรือน มีภูมิลำเนาอยู่ที่มีนบุรี เป็นลูกของป้าแท้ ๆ ทางพระมารดา ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นายแช่มถูกเกณฑ์ทหารที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้กลับไปมีนบุรีอีก สมเด็จฯ จึงทรงพระกรุณาสร้างบ้านให้อยู่ในวังสระปทุม และทรงอุปการะบุตรทั้ง 4 คน (ของนายแช่ม) โดยเฉพาะทรงรับบุญเรือนมาอยู่ที่พระตำหนัก และให้ไปโรงเรียนราชินีในชั้นเดียวกับข้าพเจ้า

“เมื่อสมเด็จฯ เสด็จไปประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์พร้อมพระโอรส ธิดา ใน พ.ศ. 2476 ก็ทรงนำบุญเรือนไปด้วย ให้เข้าอยู่ในโรงเรียนประจำ และต่อมาให้เข้าฝึกงานในสถานดูแลเด็กอ่อนที่โลซานน์ บุญเรือนอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ 5 ปี แล้วก็ตามเสด็จกลับประเทศไทยเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัติพระนครครั้งแรก หลังจากนั้นก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงห่างกันไป แล้วก็ได้ทราบว่าบุญเรือนได้สมรสกับชาติชาย

“ข้าพเจ้าพบชาติชายและบุญเรือนครั้งต่อมาเมื่อชาติชายไปเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐออสเตรีย ทั้งสองคนได้มาเฝ้าสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ ที่ประทับบ่อย ๆ ในวันสุดสัปดาห์ แม้ในเวลาหน้าหนาวเมื่อประทับอยู่บนภูเขา ชาติชายก็จะขับรถยนต์มาเองเป็นระยะกว่า 1,000 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อถึงช่วงขึ้นภูเขา บ่อยครั้งถนนจะปกคลุมด้วยหิมะ ต้องขับด้วยความระมัดระวัง ทำให้บางครั้งมาถึงดึกมาก”

โดย สมเด็จพระพี่นางฯ ทรงเล่าต่อว่า เมื่อ พล.อ. ชาติชายมาเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็มาเฝ้าสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีบ่อยขึ้น “และให้บุญเรือนมาคอยดูแลและตกแต่งที่ประทับให้สะดวกและสวยงามอยู่เสมอ”

“ชาติชายพูดอยู่เสมอว่ามีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่ทรงเลี้ยงดูบุญเรือนจนได้มาแต่งงานกัน การที่เป็นคนที่มีความกตัญญูกตเวที จริงใจและเรียบง่ายทำให้ข้าพเจ้าไม่มีวันที่จะลืมชาติชายได้” สมเด็จพระพี่นางฯ ทรงเขียนทิ้งท้าย

บุญเรือน-ชาติชาย

โดย หลังจากไปเล่าเรียนที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลา 5 ปี ท่านผู้หญิงบุญเรือนกลับมาเมืองไทยเมื่ออายุได้ 17 ปี และเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนฝึกหัดครูการเรือน เมื่อจบการศึกษาก็ได้รับการบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนอนุบาลละอองอุทิศ ระหว่างที่เป็นครูนั้นเองที่เธอได้พบรักกับชาติชาย ซึ่งครองยศร้อยตรีในขณะนั้น

โดย บุญเรือนกับชาติชายแต่งงานกันเมื่อเดือน พ.ย. 2488 และมีลูกด้วยกัน 2 คนคือนางวาณี หงษ์ประภาสและนายไกรศักดิ์

โดย หลังจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2500 ชาติชายซึ่งขณะนั้นมียศเป็นพลจัตวาและเป็นผู้บังคับการโรงเรียนยานเกราะ คุมกองทหารม้าที่ทรงประสิทธิภาพทางการรบ อีกทั้งยังเป็นน้องเขยของ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจและคนสนิทของจอมพล ป. จึงไม่ได้รับความไว้วางใจจากจอมพลสฤษดิ์ พลจัตวาชาติชายจึงถูกส่งไปเป็นอุปทูตไทย ณ ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งบุญเรือนและลูก ๆ ก็ตามไปด้วย นับเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตในต่างแดนที่ยาวนานของ 4 คนพ่อแม่ลูก

โดย ในปี 2515 ครอบครัวชุณหะวัณกลับเมืองไทยเมื่อชาติชายได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร และเป็นต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ในปี 2516

โดย ในหนังสือเรื่อง “ไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน: การเมืองที่ผันผวนและความยุ่งยากในช่วงต้นของความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ. 1975-1978 เขียนโดยสิทธิพล เครือรัฐติกาล จัดพิมพ์โดย International Studies Center เมื่อเดือน เม.ย. 2563 ได้เล่าเกร็ดเกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีนที่มีท่านผู้หญิงบุญเรือนเกี่ยวข้องด้วยไว้ว่า ในปี 2517 รัฐบาลไทยปรารถนาจะเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนชัดเจนขึ้น ในเดือน ก.ย. ของปีนั้น พล.ต. ชาติชาย (ยศในขณะนั้น) ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก

“คืนวันหนึ่งขณะร่วมงานเลี้ยงที่จัดโดยเฮนรี คิสซิงเจอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เขา (พล.ต. ชาติชาย) ขอให้ภรรยาไปเต้นรำกับคิสซิงเจอร์เพื่อถ่วงเวลาจนเขาและนายอานันท์ ปันยารชุน (ผู้แทนถาวรประจำองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น) สามารถปลอมตัวเป็นบ๋อยเดินออกจากงานเลี้ยงทางประตูครัว แล้วขึ้นรถไปพบเฉียวกว้านหัว (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนในขณะนั้น) ตามที่นัดหมายไว้ล่วงหน้า ซึ่งเขา (พล.ต. ชาติชาย) ย้ำกับเฉียวกว้านหัวว่าไทยต้องการมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน”

โดย หลังจากนั้นไม่กี่ปี พล.อ. ชาติชายก็ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย เพื่อลงเล่นการเมืองอย่างเต็มตัวและได้เป็น ส.ส. นครราชสีมา ซึ่งท่านผู้หญิงบุญเรือนอยู่เคียงข้าง พล.อ. ชาติชายมาโดยตลอดในทุกบทบาท จนกระทั่งเขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ของประเทศเมื่อปี 2531 และพ้นจากตำแหน่งจากการยึดอำนาจเมื่อ 23 ก.พ. 2534

โดย นายไกรศักดิ์ซึ่งเข้ามาเป็นทีมที่ปรึกษานายกฯ ชาติชายอยู่ช่วงหนึ่ง เล่าไว้ในหนังสือ “ชีวิต มุมมอง ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ” ถึงความทรงจำที่มีต่อผู้เป็นแม่ในช่วงที่เขาเข้ามาทำหน้าที่เป็นคณะที่ปรึกษานายกฯ ที่รู้จักกันในชื่อ “ทีมบ้านพิษณุโลก” ว่าท่านผู้หญิงได้ยินข่าวลือว่าบ้านพิษณุโลกซึ่งเป็นที่ทำงานของคณะที่ปรึกษานายกฯ นั้น “ผีดุ” จึงหาทางอยากช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างสบายใจ

วันหนึ่ง ท่านผู้หญิงบุญเรือน นำคนมาประกอบพิธีบอกกล่าวดวงวิญญาณที่เชื่อว่าสิงสถิตอยู่ที่นั่นว่าขอให้ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกได้ทำงานกันอย่างสงบสุข

นายไกรศักดิ์เล่าว่าพิธีครั้งนี้ท่านผู้หญิงแอบทำ โดย ไม่บอกให้เขารู้ เพราะเกรงว่าจะโดนทัดทาน

“ผมไปทำงานเห็นร่องรอย มีสายสิญจน์อะไรต่อมิอะไร ก็แปลกใจว่ามันมายังไง เจ้าหน้าที่บอกว่าท่านผู้หญิงมาทำพิธี พอกลับไปถาม แม่บอกว่าได้ข่าวว่าผีชุมมากก็เลยไปช่วย เด็ก ๆ จะได้ทำงานกันได้” นายไกรศักดิ์เล่า betflix99

โดย ในปลายปี 2539 พล.อ. ชาติชายล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง ครอบครัวตัดสินใจส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนในอังกฤษ ซึ่งท่านผู้หญิงบุญเรือนก็ตามไปดูแลอย่างใกล้ชิดจนกระทั่งเขาถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2541

โดย ภายหลังสามีถึงแก่อนิจกรรม ท่านผู้หญิงบุญเรือน ก็ใช้ชีวิตอยู่เงียบ ๆ กับครอบครัวและลูกหลานที่บ้านพักในซอยราชครู ในช่วงท้ายของชีวิต ท่านป่วยด้วยโรคชรา จนกระทั่งมาติดเชื้อโควิด-19 และถึงแก่อนิจกรรมในวันนี้ จากการเปิดเผยของ น.ส. ธิษะณาผู้เป็นหลานสาว

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/thailand-58212092